2007/Oct/26

หอยทาก ทำไมถึงต้องหอยทาก??

อันตัวเรานี้คือหอยทาก ที่เป็นหอยทาก และ ได้ชื่อว่าหอยทาก

คนทั่วไปมักจะคิดว่าหอยทากนั้นมากจากหอย+ตัวทาก

หรืออาจจะเห็นได้ว่าเป็นทากที่ทีหอยติดอยู่ที่หลัง

หอยทาก จะเป็นหอยก็ไม่หอย จะเป็นทากก็ไม่ทาก เราเลยไม่รู้ว่าเราเป็นอะไรกันแน่

แต่ที่รู้ๆ เราว่าเราดีกว่าหอยธรรมดาที่ไม่สามารถเคลื่อนไปไหนตามใจ แต่ก็อาจจะแย่กว่าทากตรงที่เวลาจะไปไหนมาไหนเราต้องแบกหอยไปด้วยเสมอ

เรารู้ว่าหอยบนหลังของเราเป็นเสมือนส่วนหนึ่งของเรา เพราะเวลาเราไปไหนมาไหน เราจะต้องติดมันไปด้วยเสมอๆ แต่เราไม่รู้หรอกว่ามันอยากจะไปกับเราหรือเปล่า

เราไม่รู้ว่ามันรู้สึกอะไร อยากไปไหน ชอบไม่ชอบอะไร แต่เท่าที่เรารู้สึก หอยทำให้เรารู้สึกเท่ห์ดีเหมือนกันเวาลาที่เราไปไหนต่อไหนแล้วมีมันเด่นเป็นสง่าอยู่บนหลัง

ก่อนหน้านี้เรารู้สึกว่าหอยที่อยู่บนหลังนั้นเป็นสิ่งที่น่าเกลียด เป็นสิ่งที่ทำให้คนอื่นจะคิดว่าเราอัปลักษณ์จนไม่มีใครที่อยากจะอยู่ใกล้ หรืออยากจะมาเป็นเพื่อนกับเรา

ทำยังไง ทำยังไงดีที่จะเอาเจ้าสิ่งอับลักษณ์นี้ออกไป คำถามนี้วนอยู่ในหัว รบกวนจิตใจเราตลอดเวลา

เราเคยพยายามที่จะเอามันออกไปจากชีวิตเรา

เราพยายามหลายทางที่จะเอาเจ้าเปลือกเเข็งๆหนักๆนี่ออกไป เราพยายามเอามันไปกระแทกกับหินหลายครั้ง จนบางทีเราก็ได้รับบาดเจ็บจากการกระทำนั้น เราพยายามที่จะเบ่งตัวเองให้ใหญ่มากที่สุด เผื่อบางทีหอยนั้นอาจจะเเตกออก เราลองที่จะแขม่วตัวให้เล็กเพราะเราอาจจะออกมาจากหอยนั้นได้ เราพยายามจะไปเเช่น้ำเพราะคิดว่าตัวเราอาจจะลื่นหลุดออกจากหอยได้ เราพยายามอีกหลายต่อหลายทางเพื่อที่จะเป็นอิสสระแต่มันก็ไม่สำเร็จ

นานวันเข้าความพยายามของเราก็ลดน้อยลง เอาก็เอายังไงก็หนีไม่พ้น เราเลยหันเอาสีมาทาเจ้ากระดองเเข็งๆนี่เพราะคิดว่ามันจะทำให้เราดูสวยขึ้น เราพยายามหาหินที่สวยๆ หาเพชรนิลจินมามาประดับตกเเต่งเปลือกหอยเพราะคิดว่าเมื่อคนอื่นมาเห็น

เขาเหล่านั้นจะได้อยากที่จะเป็นเพื่อนกับเรา เพราะเปลือกของเรานั้นทั้งสวยงามและมีค่า

แต่ดูเหมือนการพยายามที่จะเปลี่ยนตัวเองให้เป็นที่พอใจของคนอื่น ให้มีคนอื่นหันมาสนใจเรามากๆ มันยิ่งทำให้เราเจ็บปวดมากขึ้นกว่าเดิม เราฝืนตัวเราเองให้เป็นในแบบที่คนอื่นชอบ เราพยายามทำตัวของเราให้เป็นแบบที่คนอื่นต้องการ จนบางครั้งเราลืมสิ่งที่สำคัญที่สุดไป

"ตัวเราก็คือตัวเรา" เราไม่สามารถไปเป็นคนอื่นได้ เราไม่สามารถที่จะแทนใครได้ และในทางกลับกัน ไม่มีใครที่จะมาเป็นเราได้เช่นกัน...

ความคล้ายก็คือคล้ายแต่ไม่เหมือน "เราอาจจะพยายามทำตัวให้คล้ายคนอื่นได้ แต่เราก็ไม่สามารถเป็นเขาได้"

ถ้าเราอยากเป็นเหมือนคนอื่น พยายามทำตัวให้เหมือนคนอื่น แล้วตัวตนที่แท้จริงของเราล่ะจะหายไปไหน??

เราชอบว่าตัวเราเองว่าไม่ดี ไม่ค่อยจะพึงพอใจในสิ่งที่มี เห็นของของคนอื่นก็บอกว่าของเค้าดี ของเค้าเจ๋ง ไอ้ของที่เรามีนั้นมันอ่อนด้อยต้อยต่ำ ไม่สามารถไปแข่งไปขันกับใครเค้าได้

"การแข่งขัน" บางครั้งเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าทั้งชีวิตของเราจะมีแต่การเเข่งขัน เราไม่จำเป็นต้องเอาตัวเราเข้าไปในทุกแมทช์การแข่งขัน เราไม่จำเป็นต้องไปวิ่งแข่งกับใคร ถ้าใจเราไม่อยากที่จะวิ่ง

เป็นหอยทาก ทำไมต้องไปวิ่ง?? เป็นหอยทากทำไมต้องแต่งสวย?? เป็นหอยทากทำไมต้องไปพยายามทำตัวให้เหมือนหอยมุข??

เราเป็นเราในแบบที่เราเป็น คนรอบกายก็จะเห็นและรับรู้ในสิ่งที่เราเป็น

ถ้าคนรอบข้างเห็นเราและยอมรับในสิ่งที่เราเป็น เราถือว่าเรากับเขาใช้ภาษาเดียวกัน เข้ากันได้ แต่ถ้าไม่ใช่เราสามารถที่จะปรับเปลี่ยนเล็กน้อย

พยายามหาทางเพื่อที่จะทำให้เราเข้าใจในภาษาที่เราสื่อไป เเต่ถ้าเราพยายามแล้ว ทำยังไงก็ไม่เข้าใจกันซักที ก็เห็นจะอยู่กันได้ไม่นาน

แต่อย่าลืมเราเป็นเราในแบบเราก็จริง แต่เราจำต้องมองในมุมของคนอื่นด้วย ว่าเขาก็เป็นแบบของเขาเหมือนกัน จงมีจุดยืนของตัวเอง แต่จุดยืนนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะสามารถไปเบียดบัง เบียดเบียนจุดยืนของคนอื่นได้

"จงใช้ชีวิตเป็นเหมือนน้ำ"

น้ำสามารถเปลี่ยนแปลงรูปร่างตามสถาพแวดล้อมที่มันอยู่ จะอยู่ในแก้วก็ได้ ในแม่น้ำก็ได้ ในทะเลก็ได้

น้ำสามารถแทรกซึมสู่สิ่งอื่นได้อย่างกลมกลืนโดยที่ไม่สร้างความเสียหายให้กันสิ่งนั้น

น้ำเป็นตัวทำละลาย ผสมผสานสิ่งอื่นให้สามารอยู่ด้วยกันได้อย่างลงตัว

น้ำสามารถที่จะเปลี่ยนสถานะของตัวเองตามสภาพที่มาบีบคั้น ถ้าร้อนมากนัก ก็สามารถระเหย ถ้าหนาวมากก็เป็นน้ำเเข็ง แต่ท้ายที่สุดน้ำก็จะกลับกลายมาเป็นน้ำเหมือนเดิม

น้ำถึงแม้ว่าจะอยู่ที่ไหน จะกลายสภาพเป็นอะไรไปแต่สุดท้าย สารัตถะของมันก็ไม่เปลี่ยนแปลง

หอยทากที่รักที่จะคิด ที่พร้อมจะหยุดเพื่อเบิกตาให้กว้างและมองโลก ที่จะทำให้เราเห็นและเข้าใจสิ่งต่างๆ กล้าที่จะยอมรับความจริงในสิ่งที่เรามีในสิ่งที่เราเป็น สิ่งเหล่านี้จะช่วยทำให้หอยทากธรรมดาๆแบบเรา ค่อยๆกลายเป็นหอยทากที่มีความสุขบนโลกใบนี้แบบไม่ธรรมดา

***สะเนล สตอรี่นี้ได้เเรงบันดาลใจจากการเจอหอยทากตัวหนึ่งเดินตัดหน้าในตอนเช้า

ข้อคิดวันนี้ : จงภูมิใจที่ได้เกิดเป็นหอยทาก

edit @ 29 Oct 2007 18:15:04 by สุด

edit @ 29 Oct 2007 18:16:18 by สุด

2007/Oct/02

หลายวันก่อนเราว่างมากไม่รู้จะทำอะไร เลยกะจะเขียนเมลให้เพื่อนแล้วอยู่ๆเราก็เขียนมันออกมา ณ.จนถึงตอนนี้เรายังไม่รู้เลยว่าเราคิดอะไรอยู่ถึงเขียนออกมาแบบนี้

วันนี้ที่นี่ยังคงหนาวเหมือนทุกๆวัน ถึงเเม้ว่าเราจะใส่เสื้อผ้ามากขึ้น แต่ความหนาวนั้นยังคงอยู่
ความหนาวสัมผัสไม่ได้ เเต่เรารู้สึกได้ เหมือนกับหลายๆสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิต

วันนี้เรายังต้องมาที่นี่เหมือนกับเมื่อวันก่อน และยังร้สึกกับที่แห่งนี้เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
ความรู้สึกเบื่อหน่ายไม่เคยจะลดลง และดูเหมือนมันจะค่อยๆก่อตัวเพิ่มขึ้นเสียด้วยซ้ำ

ผู้คนรอบข้างเราส่วนมากยังเป็นคนคนเดิม ที่เจอะเจอกันอยู่ทุกวี่วัน
นอกเหนือจากนั้นจะเป็นคนจร ที่เราจำต้องพบปะพูดคุยกันตามหน้าที่ที่ควรจะเป็น
ไม่มีอะไรนอกเหนือจากนั้น ไม่มีอะไรลึกซึ้งมากว่านั้น
ไม่มีอะไรเกินกว่าคนสองคนที่จำต้องเจอกันด้วยเหตุผลบางประการที่เอื้อประโยชน์ต่อคนทั้งสองฝ่าย

ถึงคนจะเยอะ แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ความเบื่อหน่ายหายไปได้เลย
ถึงคนจะเยอะ แต่มันก็ไม่ได้ช่วยทำให้รู้สึกว่าจะหนาวน้อยลงเลย

สายตาที่เย็นชา คำพูดที่โหดร้ายรุนแรง สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทวีคูณความหนาวภายในใจของเรา
ความคิดที่โง่เง่า งุ่นง่าน งงงวย หงุดหงิด และอีกหลายต่อหลาย ง. การแสดงออกที่อวดดี((ทั้งๆที่ไม่มีอะไรดีจะให้อวด))
สิ่งเหล่านี้เป็นองค์ประกอบสำคัญที่หล่อหลอมจิตเราให้ตกต่ำ และ เกิดอารมณ์เบื่อหน่ายอย่างมากในการใช้ชีวิตของเรา

"เกิดมาทำไม" คำถามนี้หลายคนอาจจะฉุกคิดขึ้นมาได้ด้วยตัวของตัวเองขณะที่เจอกับเหตุการ์บางอย่าง
หรือบางคนอาจจะเพิ่งจะเริ่มคิดได้เมื่อได้ยินใครสักคนพูดขึ้นมา หรือ อาจจะเป็นตอนที่อ่านเจอในหนังสือโดยบังเอิญ

คำถามนี้เป็นคำถามที่เราคิดว่าหลายคนพยายามที่จะหาคำตอบให้กับมัน แต่แน่นอนคำถามนี้ไม่เหมือนกับคำถามทั่วไป
คำถามนี้เป็นคำถามที่ไม่ตายตัว และไม่มีคำตอบที่แน่นอน ก็เหมือนกับการที่เอะใจที่จะลองมองดูโลกก็จะรู้ว่า โลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน(1*)

หลายคนพยายามหาคำตอบของคำถามนี้มาตลอดชีวิต แต่ก็ไม่ได้คำตอบที่ต้องการ
แต่สิ่งที่ได้อาจจะเป็นการมองเห็นวิถีหรือวงจรชีวิตของตัวเองที่เด่นชัดมากกว่าคนอื่น

หลายคนเออ ออไปกับคำตอบที่เคยมีคนเคยบอกไว้ โดยทีไม่เคยคิดจะค้นหาคำตอบนั้นด้วยตัวของตัวเองเพราะเชื่อว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว

หลายคนคิดคำตอบได้ด้วยตัวของตัวเอง แต่กลับเลือกที่จะเชื่อตามที่คนอื่นบอกมากกว่า

หลายคนพอได้ยินคำถามนี้ก็อาจจะตอบออกมาได้อย่างง่ายดาย แต่อย่าลืม ว่าสิ่งที่เราคิด กับสิ่งที่คนอื่นคิดกับเรานั้นมันต่างกัน
ก็เหมือนอย่างที่พูดๆไป โลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน สิ่งต่างๆในโลกไม่มีอะไรที่เหมือนกัน คนเราทุกคนต่างกัน และสิ่งที่สำคัญ

"คนเรามีเส้นทางเดินชีวิตของตัวเอง และเส้นทางนั้นย่อมไม่เหมือนกัน"

ความคิด กับความเชื่อของคนเป็นสิ่งที่แยกจากกันไม่ออก และเป็นสิ่งที่แสดงถึงความเป็นตัวตนของคนคนนั้นได้อย่างดีเยี่ยม
ถ้าจะลองเปรียบดูคงเหมือนกับการที่คนส่องกระจก เพราะเงาที่สะท้อนออกมานั้น เปรียบเหมือนได้กับความคิดและความเชื่อของเรา

ขงจื้อได้กล่าวไว้ว่า สิ่งที่ทำให้มนุษย์ต่างจากสัตว์์คือการเรียนรู้
มนุษย์สามารถที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆ รวมถึงนำเอาสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอตีดมาใช้เป็นบทเรียนที่เพื่อที่จะทำให้ชีวิตเราดีขึ้น
ขงจื้อเชื่อว่า การอบรมสั่งสอนของพ่อแม่ที่เกิดก่อน คำสอนของครูบาอาจารย์ รวมถึงข้อความในตำรานั้น
เป็นกระบวนการอย่างหนึ่งที่ทำให้คนกลายเป็นคนที่สมบูรณ์ และการกระทำที่ว่านั้นเรียกว่าการขัดเกลา

การขัดเกลา เราเข้าใจว่าเป็นการปลูกฝังค่านิยมและความเชื่อเข้าไปในจิตใจของคนคนหนึ่ง

ถ้าเราลองคิดตามหลักโลจิคง่ายๆ คนคนหนึ่ง ถ้าอยู่กับคนที่ดี คนนั้นย่อมเป็นคนดี
แต่ชีวิตเราไม่ได้ง่ายเช่นนั้น คนธรรมดา ถูกเลี้ยงดูด้วยคนดี คนคนนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นคนดีเสมอไปตามข้ออ้างที่(1*)ด้านบน

ดังนั้นก็มีความน่าจะเป็นที่คนคนหนึ่งอาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้คนอื่นรู้สึกหนาวเเละเบื่อได้
และในทางกลับกัน เราเองก็อาจเป็นต้นเหตุให้คนอื่นรู้สึกอย่างนั้นได้เช่นกัน

แล้วไงต่อ???

สุดท้ายเมลนั้นก็ไม่ได้ส่งเพราะคิดว่าถ้าเพื่อนเราได้รับคงจะตกใจ เลยเอามาลงในนี้ดีกว่า

ออกมาผ่อนคลาย...

ข้อคิดวันนี้ : ความคิดที่ไม่เรียบง่าย เป็นเพราะจิตใจที่ฟุ้งเฟ้อ

สวัสดี

2007/Sep/05

จินตนาการความคิดของคนเราเป็นสิ่งที่ห้ามกันไม่ได้

ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะคิด ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะนึก

ตั้งแต่เด็กๆ เรามีความคิดต่างๆมากมายผ่านเข้ามาในหัวของเรา บางสิ่งก็ดี บางสิ่งก็ไม่ดีแล้วแต่อารมณ์ ความรู้สึก หรือสิ่งต่างๆที่มากระทบเราณ.ตอนนั้น

หลายวันก่อนอยู่ดีดีเราก็ฉุกคิดขึ้นมาระหว่างที่เราพูดกับน้องสาว สิ่งที่มันพูดวันนั้นทำให้เรารู้ว่าไม่ใช่เราคนเดียวที่คิดที่นึกอะไรเรื่อยเปื่อย และยังคงคิดมาเรื่อยๆแบบไม่ท่าทีว่าจะหยุด

คุณเคยคิดแบบนี้บ้างไหม???

**เวลาไปไหนเราจะพยายามพกของกินและน้ำดื่มหรืออะไรก็ได้ที่กินได้ไว้ เพราะเราคิดว่าถ้าเราเกิดเกิดอุบัติเหตุ รถคว่ำหรือตึกถล่มแล้วเราติดอยู่ในนั้น ถ้าเราโชกดีรอดตาย เราจะได้กินของเหล่านั้นเพื่อประทังชีวิต (แต่น้องเราบอกว่าถึงตอนนั้นมีศพอยู่ข้างๆแก แกก็คงไม่มีอารมณ์จะกินแล้วล่ะ)

**เด็กทุกคนกลัวความมืด ไม่รู้ว่าความมืดนั้นมีอะไรน่ากลัว แต่รู้ว่าความกลัวนั้นมีต้นเหตุมากจากไอ้สิ่งที่ไม่รู้ว่าเป็นอะไรนั่นแหละ

ด้วยความคิดที่เคยได้ยินมาว่าผีเป็นสิ่งที่เก่งกาจแก่กล้ามาก สามารถจะไปไหนต่อไหนเคลื่อนย้ายได้ตามใจนึกยิ่งกว่าประตูไปที่ไหนก็ได้ของโดเรม่อน เราจึงคิดเสมอว่าเวลาจะเปิดประตูไปไหน จะมีผีคอยดักรอเราอยู่อีกฝั่งเป็นแน่ หรือเวลานอน เราห้ามเอาอวัยวะใดใดยื่นออกมานอกผ้าห่มเด็ดขาดเพราะผีอาจมองเห็นได้(แต่หัวสามารถโผล่ออกมาได้เพราะหายใจไม่ออก)

**เนื่องจากเด็ก(ผู้หญิง)แบบเรากับตุ๊กตาเป็นสิ่งของคู่กัน เราคิดเสมอว่าตุ๊กตาตัวที่เรารักที่สุดเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดสำหรับเรา มันจะเข้าใจเรา คิดแบบเรา ชอบและเกลียดสิ่งต่างๆเหมือนกับเรา และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า วันหนึ่งตุ๊กตาตัวนั้นของเราจะมีชีวิตและมีอำนาจพอเศษคอยช่วยเหลือเราและอยู่เป็นเพื่อนเราตลอดไป

**เราจะมีความคิดเสมอว่าทุกสิ่งที่เราพยายามทำอย่างถึงที่สุดไม่ว่ามันจะออกมาง่อยแค่ไหน หรือมีคนบอกว่าอัปลักษณ์เพียงใด เราจะบอกกับตัวเองว่ามันไม่จริง และสักวันจะมีคนมามองเห็นความงามของมัน

**เวาลาที่เราเดินไปไหนต่อไหนแล้วเห็นสิ่งของหรือป้ายใดใดห้อยออกมาเรามักจะคิดว่ามันจะตกลงมาใส่เรา และเราก็จะสามารถหลบมันพ้นได้อย่างหวุดหวิด

**เวลาที่เราไปซื้อของแล้วของสิ่งนั้นเป็นอันสุดท้ายถึงแม้ว่าสภาพมันจะไม่ค่อยจะสมประดี แต่เราจะรู้สึกว่าเราโชกดีมากๆ

**เวลาที่เพื่อนทำอะไรโง่ๆ และสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่เราก็เคยคิดจะทำ เราจะตีเนียนว่ามึงคิดได้ไงแล้วด่ามัน

**ของที่เราอยากได้ ถึงแม้ว่ามันจะไม่เหมาะกับเรา หารประโยชน์ไม่ได้ แต่เราก็จะพยายามหา พยามที่จะเป็นเจ้าของมันโดนจะนึกว่าวันหนังเราจะได้ใช้ แต่สุดท้ายก็วางไว้เฉยๆ

**เวลาเจอหรือเดินผ่านกองขยะ เราจะคิดว่ามันมาจากไหนเยอะเเยะและมันจะเอาไปไว้ไหน และมันจะมีเชื่อโรคอะไรอยู่ในนั้นบ้าง

เวลาเห็นอาหารตกพื้น น้ำคลอง น้ำขยะ เราชอบคิดว่าถ้าเรากินเข้าไปจะเกิดอะไรขึ้น และอยากรู้ว่าอาหารหมาอาหารแมวรสชาติเป็นไง แล้วมันกินเหมือนกันทุกวันๆไม่เบื่อเหรอ เพราะสงสารน้องปลาทองมากๆที่กินเหมือนกันตลอดชีวิต ถึงแม้ในซองจะมีสามสีก็ตามแต่ก็สันนิษฐานว่ามันต้องไม่มีต่อมรับรสแน่ๆ

**เวลาเห็นขอทานที่ทำตัวพิการปลอมๆเราจะหดหู่ใจมาก และจะบอกว่าให้กูปลอมยังเหมือนกว่านี้อีก

**เวลาเห็นคนกดน้ำจากตู้สีเงินๆใหญ่ๆ เราจะจินตนาการว่ามีจิ้งจกบวมอืดลอยตายอยู่ในนั้น

**เวลาที่เรายืนอยู่บนตึกสูง เราจะคิดว่าถ้าเราตัวใหญ่แค่นี้จริงๆ เราจะต้องกินอะไรเข้าไปบ้างเราถึงจะอิ่ม และถ้าเราตัวเท่านั้นขึ้นมาจริงๆจะมีคนยอมเป็นเพื่อนกับเรารึเปล่า

**เวลาเห็นไอติมยักษ์ เบอร์เกอร์ยักษ์ หรืออะไรยักษ์ๆที่โชว์ไว้หน้าร้านขายของเราจะคิดว่าถ้ามีของใหญ่ๆขนาดนี้คงไม่มีคนอดตาย

เรายังคิดเกี่ยวกับสิ่งที่เราเห็น และสิ่งที่เราเจอมาอย่างงี้เสมอๆ ไม่รู้เหมือนกันว่า เมื่อไหร่เราจะเลิกคิดเสียที ทำไงดี...

ข้อคิดวันนี้ : คนนิสัยดี ดีกว่าคนเก่งที่นิสัยไม่ดี