กบในกะลา ภาษิตที่ใครๆคงไม่อยากให้มีคนอื่นเอามาเปรียบกับตัวเอง
สำหรับเราเราถือว่าจริงนะ ว่าคนเรานั้นเป็นกบในกะลา
แต่สิ่งที่ทำให้กบในกะลาแต่ละตัวในกะลานั้นต่างกันไปนั้นคงเป็นความพยายามหรือโอกาส
ที่จะทำให้กะลานั้นค่อยๆรั่ว ค่อยๆแตกออกเพื่อที่จะทำให้เราเห็นสิ่งต่างๆภายนอกกะลานั้น
เราลองมองย้อนลงไปดูตอนที่เรายังเป็นเด็กน้อย มีคนสอน คนบอก คอยป้อนความรู้ คอยเอาสิ่งต่างๆจับยัดใส่หัวของเราอยู่ตลอดเวลา บอกว่าสิ่งนี้คือสิ่งนี้นะ มันเป็นอย่างนี้ ถ้าเราเจอแบบนี้ เราต้องทำอะไรต่อไป ถ้าเราทำแบบนี้ไปแล้ว ผลของมันจะออกมาเป็นแบบนี้ ลองทำแบบนี้ดู อันนี้ดีทำ อันนี้ไม่ดีอย่าทำ
เราว่าการบอกกล่าวจากผู้ใหญ่ คำสั่งสอนของท่านก็เป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าเราเล่นเอาแต่ฟังอย่างเดียว และ คิดและมองทุกอย่างตามที่ท่านสอน ก็จะเท่ากับว่า เราใช้มุมมองเดียวกัน สายตาเดียวกันในการมองโลกต่างๆ ก็เท่ากับว่า เราไม่ได้มีมุมมอง หรือมีวิสัยทัศน์การมองที่เป็นของเราเอง
ตอนนี้เรามีความรู้สึกว่ากะลาที่ครอบเราอยู่นั้นมันค่อยๆรั่วออกแล้ว เรารู้สึกว่าเราเริ่มจะเป็นกบที่เริ่มเห็นแสงที่รอบผ่านรูเล็กๆเข้ามา และเริ่มจะเอะใจแล้วด้วยว่า โลกเรานั้นมันมีอะไรภายนอกอีกมากที่นอกเหนือจากพื้นที่เล็กๆในกะลานี้
เราว่าคำว่าไม่มีเวลาไม่จริง ทุกคนมีเวลาเท่ากัน แต่อยู่ที่ว่าเราอยากจะทำจริงๆรึเปล่า ถ้าเรารักที่จะทำ หรืออยากจะทำอะไรสักอย่างจริงๆ ไม่ว่าเราจะต้องทำสิ่งอื่น 108/1009 แต่สุดท้ายเราก็จะหาเวลาว่างที่ละน้อยๆ ทำมันจนได้ และในทางกลับกัน ถ้าเราไม่อยากจะทำ ถึงจะว่างให้ตายวันๆไม่ต้องทำอะไร แต่สุดท้ายเราก็ไม่ทำมันอยู่ดี
คิดให้ตาย ถ้าไม่ลงมือทำก็ไม่มีประโยชน์ เราค้นพบสัจธรรมนี้เมื่อตอนประมาณม.2 ตอนนั้นเราเป็นเด็กขี้เกียจระดับต้นๆ เราไม่ชอบเรียนเลข เลยเหมือนจะสั่งจิตตัวเองมั๊งว่าเรียนไปก็ไม่รู้เรื่อง และสิ่งที่เราต้องทำเป็นประจำก็คือต้องลอกการบ้าน แทบจะทุกเช้าเลย รู้สึกว่าวันนึงเรานั่งดูเพื่อนเราลอกอยู่ ตอนนั้นเรานั่งเฉยๆ เพราะขี้เกียจ(แม้กระทั่งแค่ลอกงานของเพื่อนที่คิดและทำให้เราเสร็จสรรพหมดแล้ว) สักพักเพื่อนเราพูดว่า เสร็จละ แค่นั้นแหละ เราซาโตริเลย จริงๆ อันนี้ไม่ได้โม้ เราคิดในใจว่า ถ้าเราไม่เริ่มทำแล้วเมื่อไหร่มันจะเสร็จ แค่เราเริ่ม ความสำเร็จก็เขยิบเข้ามาใกล้เราอีกหน่อยละ จริงไหม?
เรารู้สึกงงกับคำว่ากบในกะลาตรงที่ว่าในกะลานั้นมันจะมีกบอยู่สักกี่ตัว เพราะเราคิดว่าเพื่อนและคนที่พบเจอกับเราเป็นส่วนที่สำคัญอย่างมากที่ทำให้เราเจอ และพบสิ่งใหม่ๆ คนเรามีมุมมองที่ต่างกัน มันจะดีแค่ไหนที่เมื่อเราไปเจอหรือค้นพบอะไรมา แล้วเราสามารถเอามาแชร์มาแบ่งกับเพื่อนของเรา และเราก็รับฟังสิ่งที่คนอื่นรู้มาด้วย โลกทัศน์ของเราจะกว้างขี้นมากๆอย่างไม่น่าเชื่อ
คำว่า จริงเหรอ มันมีแบนี้ด้วยเหรอ โหย..ไปเอามาจากไหน เป็นคำที่เราชอบนะ เพราะเวลาที่เราพูดมันแสดงว่าเราได้รู้อะไรที่เราไม่เคยจะรู้มาก่อน และนั่นก็หมายความว่าสมองของเรามีรอยหยักเพิ่มขึ้นไม่มากก็น้อยแหละ
กบในกะลา มันจะแปลว่า คนที่ชอบอวดว่าตัวเองเก่งได้ไหมนะ คือ เชื่อว่าตัวเองเจ๋ง เก่ง รู้ทุกสิ่งอย่าง แต่อันที่จริง ความรู้หรือสิ่งที่ตัวเองรู้ก็เท่ากับฝากะลา แต่หารู้ไม่ว่าคนอื่นเป็นกบในเปลือกแตงโม เป็นกบในฝาชี หรืออาจจะเป็นกบในยูเอฟโอไปแล้วก็ได้
การฟัง เป็นสิ่งที่ดี ฟังๆไปเถอะมันช่วยเราได้มาก มีพระท่านหนึ่งเคยกล่าวไว้ว่า
" กินน้อย นอนน้อย พูดน้อย คือนักปฏบัติ
กินมาก นอนมาก พูดมาก คือคนโง่ "
อันนี้เราเห็นด้วยในระดับหนึ่งนะ เราว่าคนที่พูดมาก ถ้าเค้าพูดในสิ่งที่ดี พูดในสิ่งที่เกิดประโยชน์ และไม่เข้าข่ายน้ำท่วมทุ่งก็น่าจะดี คนที่ฟังก็จะได้ๆประโยชน์ไปด้วย เราเคยคิดว่าการพูดเป็นการแสดงออกถึงความโง่ของตัวเองทางหนึ่ง นิ่ง เงียบไว้ก่อนน่าจะดีกว่าดูไม่กระโตกกระตาก และดูอมภูมิดี (กรณีนี้จะใช้กับคนที่ไม่ค่อยจะรู้จักมักจี่ มากกว่า ส่วนถ้าสนิทกันแล้วก็ไม่รู้ว่าจะอมภูมิไปไม เห็นไส้เห็นพุงกันหมดแล้ว มีอะไรพูดไปตรงๆเลยดีกว่า ดูcontrastกันมะ แต่ข้อแก้ตัวของเราคือ เรารู้จักกาละเทศะในการใช้ชีวิตไง 555)
ขณะนี้ เราอยากให้กำลาของเรามันรั่วมากๆ เราจะได้เห็นแสงแดด สายลม และ อยากที่จะรับรู้ถึงความเย็นของน้ำฝนที่โปรยปรายลงมาในกะลาของเราเสียที
เราภาวนาว่าอาจจะมีวัตถุบางอย่างหล่นลงมากระเทาะให้กะลาเราแตก เเละเมื่อถึงตอนนั้นเราคงออกมาจากกะลานั้นได้เสียที และถ้าเป็นอย่างที่เราคิด เราจะพาเพื่อนกบของเราทั้งหลายออกมาดูโลกภายนอกด้วยกันกับเราแน่นอน
ถ้ากบตัวไหนออกมาได้แล้ว มาเรียกเราด้วยละกันเน่ออ
ข้อคิดวันนี้ : เพื่อนดีเป็นศรีแก่ตัว แต่ถ้ามีเพื่อนชั่วก็ทำให้มันเป็นคนดีซะ