หลายวันก่อนเราว่างมากไม่รู้จะทำอะไร เลยกะจะเขียนเมลให้เพื่อนแล้วอยู่ๆเราก็เขียนมันออกมา ณ.จนถึงตอนนี้เรายังไม่รู้เลยว่าเราคิดอะไรอยู่ถึงเขียนออกมาแบบนี้
วันนี้ที่นี่ยังคงหนาวเหมือนทุกๆวัน ถึงเเม้ว่าเราจะใส่เสื้อผ้ามากขึ้น แต่ความหนาวนั้นยังคงอยู่
ความหนาวสัมผัสไม่ได้ เเต่เรารู้สึกได้ เหมือนกับหลายๆสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิต
วันนี้เรายังต้องมาที่นี่เหมือนกับเมื่อวันก่อน และยังร้สึกกับที่แห่งนี้เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
ความรู้สึกเบื่อหน่ายไม่เคยจะลดลง และดูเหมือนมันจะค่อยๆก่อตัวเพิ่มขึ้นเสียด้วยซ้ำ
ผู้คนรอบข้างเราส่วนมากยังเป็นคนคนเดิม ที่เจอะเจอกันอยู่ทุกวี่วัน
นอกเหนือจากนั้นจะเป็นคนจร ที่เราจำต้องพบปะพูดคุยกันตามหน้าที่ที่ควรจะเป็น
ไม่มีอะไรนอกเหนือจากนั้น ไม่มีอะไรลึกซึ้งมากว่านั้น
ไม่มีอะไรเกินกว่าคนสองคนที่จำต้องเจอกันด้วยเหตุผลบางประการที่เอื้อประโยชน์ต่อคนทั้งสองฝ่าย
ถึงคนจะเยอะ แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ความเบื่อหน่ายหายไปได้เลย
ถึงคนจะเยอะ แต่มันก็ไม่ได้ช่วยทำให้รู้สึกว่าจะหนาวน้อยลงเลย
สายตาที่เย็นชา คำพูดที่โหดร้ายรุนแรง สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทวีคูณความหนาวภายในใจของเรา
ความคิดที่โง่เง่า งุ่นง่าน งงงวย หงุดหงิด และอีกหลายต่อหลาย ง. การแสดงออกที่อวดดี((ทั้งๆที่ไม่มีอะไรดีจะให้อวด))
สิ่งเหล่านี้เป็นองค์ประกอบสำคัญที่หล่อหลอมจิตเราให้ตกต่ำ และ เกิดอารมณ์เบื่อหน่ายอย่างมากในการใช้ชีวิตของเรา
"เกิดมาทำไม" คำถามนี้หลายคนอาจจะฉุกคิดขึ้นมาได้ด้วยตัวของตัวเองขณะที่เจอกับเหตุการ์บางอย่าง
หรือบางคนอาจจะเพิ่งจะเริ่มคิดได้เมื่อได้ยินใครสักคนพูดขึ้นมา หรือ อาจจะเป็นตอนที่อ่านเจอในหนังสือโดยบังเอิญ
คำถามนี้เป็นคำถามที่เราคิดว่าหลายคนพยายามที่จะหาคำตอบให้กับมัน แต่แน่นอนคำถามนี้ไม่เหมือนกับคำถามทั่วไป
คำถามนี้เป็นคำถามที่ไม่ตายตัว และไม่มีคำตอบที่แน่นอน ก็เหมือนกับการที่เอะใจที่จะลองมองดูโลกก็จะรู้ว่า โลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน(1*)
หลายคนพยายามหาคำตอบของคำถามนี้มาตลอดชีวิต แต่ก็ไม่ได้คำตอบที่ต้องการ
แต่สิ่งที่ได้อาจจะเป็นการมองเห็นวิถีหรือวงจรชีวิตของตัวเองที่เด่นชัดมากกว่าคนอื่น
หลายคนเออ ออไปกับคำตอบที่เคยมีคนเคยบอกไว้ โดยทีไม่เคยคิดจะค้นหาคำตอบนั้นด้วยตัวของตัวเองเพราะเชื่อว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว
หลายคนคิดคำตอบได้ด้วยตัวของตัวเอง แต่กลับเลือกที่จะเชื่อตามที่คนอื่นบอกมากกว่า
หลายคนพอได้ยินคำถามนี้ก็อาจจะตอบออกมาได้อย่างง่ายดาย แต่อย่าลืม ว่าสิ่งที่เราคิด กับสิ่งที่คนอื่นคิดกับเรานั้นมันต่างกัน
ก็เหมือนอย่างที่พูดๆไป โลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน สิ่งต่างๆในโลกไม่มีอะไรที่เหมือนกัน คนเราทุกคนต่างกัน และสิ่งที่สำคัญ
"คนเรามีเส้นทางเดินชีวิตของตัวเอง และเส้นทางนั้นย่อมไม่เหมือนกัน"
ความคิด กับความเชื่อของคนเป็นสิ่งที่แยกจากกันไม่ออก และเป็นสิ่งที่แสดงถึงความเป็นตัวตนของคนคนนั้นได้อย่างดีเยี่ยม
ถ้าจะลองเปรียบดูคงเหมือนกับการที่คนส่องกระจก เพราะเงาที่สะท้อนออกมานั้น เปรียบเหมือนได้กับความคิดและความเชื่อของเรา
ขงจื้อได้กล่าวไว้ว่า สิ่งที่ทำให้มนุษย์ต่างจากสัตว์์คือการเรียนรู้
มนุษย์สามารถที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆ รวมถึงนำเอาสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอตีดมาใช้เป็นบทเรียนที่เพื่อที่จะทำให้ชีวิตเราดีขึ้น
ขงจื้อเชื่อว่า การอบรมสั่งสอนของพ่อแม่ที่เกิดก่อน คำสอนของครูบาอาจารย์ รวมถึงข้อความในตำรานั้น
เป็นกระบวนการอย่างหนึ่งที่ทำให้คนกลายเป็นคนที่สมบูรณ์ และการกระทำที่ว่านั้นเรียกว่าการขัดเกลา
การขัดเกลา เราเข้าใจว่าเป็นการปลูกฝังค่านิยมและความเชื่อเข้าไปในจิตใจของคนคนหนึ่ง
ถ้าเราลองคิดตามหลักโลจิคง่ายๆ คนคนหนึ่ง ถ้าอยู่กับคนที่ดี คนนั้นย่อมเป็นคนดี
แต่ชีวิตเราไม่ได้ง่ายเช่นนั้น คนธรรมดา ถูกเลี้ยงดูด้วยคนดี คนคนนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นคนดีเสมอไปตามข้ออ้างที่(1*)ด้านบน
ดังนั้นก็มีความน่าจะเป็นที่คนคนหนึ่งอาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้คนอื่นรู้สึกหนาวเเละเบื่อได้
และในทางกลับกัน เราเองก็อาจเป็นต้นเหตุให้คนอื่นรู้สึกอย่างนั้นได้เช่นกัน
แล้วไงต่อ???
สุดท้ายเมลนั้นก็ไม่ได้ส่งเพราะคิดว่าถ้าเพื่อนเราได้รับคงจะตกใจ เลยเอามาลงในนี้ดีกว่า
ออกมาผ่อนคลาย...
ข้อคิดวันนี้ : ความคิดที่ไม่เรียบง่าย เป็นเพราะจิตใจที่ฟุ้งเฟ้อ
สวัสดี
ลมในทะเลทำให้เกิดคลื่นน้อยใหญ่...ผืนน้ำไม่เรียบสงบ..แต่เรือก็ยังล่องไปข้างหน้า(อาจเร็วกว่าตอนปกติด้วย)