สุนทรียศาสตร์ มาจากภาษาสันสฤตว่า สุนทรียะ แปลว่า งาม และ ศาสตร์ แปลว่า วิชา เมื่อรวมความแล้วจึงแปลได้ว่า วิชาที่ว่าด้วยสิ่งสวยงาม ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า Aesthetics โดยศัพท์คำนี้เกิดจากนักปรัชญาเหตุผลนิยมชาวเยอรมันชื่อ โบมกาเต้น ซึ่งสร้างคำจากภาษากรีกคำว่า Aisthetikos แปลว่า รู้ได้ด้วยผัสสะ
ความงามอาจเป็นสิ่งลึกซึ้งที่มีอยู่ในทุกสิ่ง อาจจะเป็นสิ่งบริสุทธิ์ที่ปราศจากการปรุงแต่ง หรืออาจจะเป็นคุณสมบัติในทางศีลธรรม หรือสิ่งที่โน้มน้าวใจให้เกิดความรู้สึกซาบซึ้ง ความงามอาจมีอยู่รอบๆ ตัวเรา ทั้งสิ่งที่มนุษย์เราสร้างขึ้นมาเอง ทั้งสิ่งที่เกิดโดยธรรมชาติแล้วเราจะบอกได้ยังไงว่าสิ่งทั้งหลายในโลกที่เราพบเจออยู่ทุกวี่ทุกวั้นสิ่งไหนงามสิ่งไหนไม่งาม อะไรจะมาเป็นสิ่งที่แบ่งว่าคนคนนั้นสวยคนคนนั้นหล่อ แค่เครื่องหน้าของเราวางผิดตำแหน่งไปครึ่งมิล เราจะถึอว่าเป็นคนขี้เหร่ไหม เราลองมาดูกัน...
1. กลุ่มที่ใช้ตนเองเป็นตัวตัดสิน
เราเรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า อัตนัยนิยม ( Subjectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า ความรู้ ความจริงและความดีงามทั้งหลายล้วนเป็นสิ่งที่ไม่มีความจริงในตัวเอง หากแต่เป็นเพียงสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเท่านั้น ดังนั้น กฎเกณฑ์ในทางความรู้ ความจริงและความดีงามนี้จึงไม่มีอยู่จริง มนุษย์เท่านั้นที่มีอยู่จริงและจะเป็นตัวตัดสิน พร้อมทั้งเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ขึ้นมา มนุษย์แต่ละคนต่างมีมาตรวัดความจริงต่างกันออกไปโดยไม่ขึ้นอยู่กับใครหรือสิ่งใด เกณฑ์การตัดสินแบบนี้สามารถทำให้เราเกิดความเชื่อมั่นในตัวเองได้ แต่หากความรู้สึกเชื่อมั่นนี้มีมากจนเกินไปอาจจะส่งผลทำให้เราเป็นผู้ที่เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจตัวเอง ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ซึ่งจะส่งผลต่อไปคือ ทำให้เรามีโลกทัศน์ที่แคบ และเดียวดายในโลกกว้างนี้
2. กลุ่มที่เชื่อว่า มีหลักเกณฑ์ที่ตายตัวที่จะใช้ตัดสินได้
เรา เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า ปรนัยนิยม ( Objectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า มีเกณฑ์มาตรฐานตายตัวแน่นอนในทางศิลปะ ซึ่งสามารถนำไปตัดสินผลงานได้ในทุกสมัย เกณฑ์มาตรฐานนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงและไม่ขึ้นอยู่กับความรู้สึกใครหรือศิลปินคนไหน กลุ่มนี้มีความเชื่ออีกว่า สุนทรียธาตุมีอยู่จริง แม้ว่าเราจะเข้าถึงมันไม่ได้ก็ตาม แต่มันก็มีอยู่จริง และด้วยเหตุผลนี้ การที่เราตัดสินศิลปะออกมาไม่เหมือนกันก็เพราะเราแต่ละคนไม่สามารถเข้าถึงสุนทรียธาติที่แท้จริงได้หรือตัวจริงมาตรฐานนั่นเอง การที่เราจะเข้าถึงเกณฑ์มาตรฐานนี้ได้นั้น เราจำเป็นต้องฝึกพัฒนาจิตให้สมบูรณ์จนสามารถเห็นความงามมาตรฐานได้ บางคนอาจทำสมาธิ บางคนอาจฝึกฝนทางศิลปะจนชำนาญ เป็นต้น
3. กลุ่มที่เชื่อว่า หลักเกณฑ์ในการตัดสินสุนทรียศาสตร์นั้นเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะแวดล้อม
เราเรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า สัมพัทธนิยม ( Relativism ) เป็นกลุ่มที่มีแนวคิดคล้ายกับกลุ่มอัตนัยนิยม แต่ต่างกันตรงที่กลุ่มสัมพัทธนิยมนั้นมีความเชื่อว่า กฎเกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์นั้นขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อม วัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น อาจจะขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศ ตลอดจนดิน ฟ้า อากาศโดยไม่ขึ้นอยู่กับตัวผู้วิจารณ์ เพราะผู้วิจารณ์จะต้องวางตัวเป็นกลางและต้องสำนึกอยู่ในใจเสมอว่า ตนเองเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสังคม ดังนี้แล้ว เกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์จึงเปลี่ยนแปลงไปตามสังคมบ้าง ตามสภาพของภูมิอากาศ ภูมิประเทศนั้น ๆ บ้าง แล้วแต่สภาวะแวดล้อมจะพาไป นั่นเอง
สำหรับเราเอง เราคิดว่าสิ่งใดจะสวยหรอไม่นั่นขึ้นอยู่กับการให้ค่าของมนุษย์ และมนุษย์นี่เองได้ให้ค่ากับทุกสิงทุกอย่าง มนุษย์เป็นตัวกำหนดว่าทองเป็นของมีค่า ขี้เป็นของไร้ค่า คนคนนี้เป็นคนดีมีค่าควรคบหา คนคนนี้ไร้ค่าหมาเมิน
เราเห็นด้วยกับที่ท่านพีธากอรัสกล่าวไว้ว่า Man is the measure of all thingsคือ ความจริงเป็นอัตนัย ไม่ใช่ปรนัย ดังนั้น มนุษย์แต่ละคนจึงเป็นมาตรการวัดทุกทุกอย่าง ดังนั้น การที่สิ่งเดียวกันจะมีค่าต่างกันสำหรับคนหลายคนจึงไม่ใช่เรื่องที่แปลก รูปภาพจากจิตรกรชั้นเลิศอย่าง วินเเซนต์ แวนโก๊ะ ในสมัยของเค้าค่าของผลงานนั้นแทบจะไม่มี แต่พอผ่านมาตอนนี้ทุกคนกับให้ค่าว่าเป็นผลงานที่ลำเลิศ
ตอนนี้เรากำลังถูกโจมตีอย่างหนักจากที่บ้าน เนื่องจากรายการทางโทรทัศน์ช่องหนึ่ง เมื่อไม่นานมานี้ได้บอกไว้ว่า คนที่ไม่รักสวยรักงามจะหมายถึง คนที่ไตเสียไปแล้วหนึ่งข้าง ด้วยเหตๆนี้ทำให้เราลองนั่งคิดถึงตัวเราเอง ว่าแท้ที่จริงแล้วความงามที่ใครๆ เค้าหมายถึงกันนันคืออะไร ความงามของเราอาจจะเป็นการที่เราได้ทำได้แต่งตัวในสิ่งที่เราอชอบ แต่คำว่างามของคนอื่นอาจจะเป็นการที่ลุกขึ้นมาขัดสีฉวีวรรณ ให้หน้าเด้งเช้งวับก็อาจเป็นได้
คนเรามีอิสระทางความคิด อิสระทางความเชื่อ อิสระในการที่จะมองสิ่งต่างๆ แล้วปล่อยให้ร่างกาย และความรู้สึกประมวลผลออกมาว่าเรารู้สึกและมีความเห็นต่อสิ่งนั้นๆอย่างไร แล้วเราก็จะพบว่าการรู้ด้วยผัสสะของเราแท้ๆนั้นคืออะไร และเราได้ให้ค่ากันสิ่งนั้นมากน้อยแค่ไหน??
ข้อคิดวันนี้ : ทำงานไม่ม่วนเลย