2007/Mar/28

เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาได้มีโอกาสไปชมโปรแกรมฉายหนังสั้น Unseen In Thaiindie ที่ร้านFilp Cafe ทุกอย่างก็ดำเนินไปด้วยดี คนดูก็มีคนฉายก็มา แค่สิ่งที่แปลก หรือจะเรียกว่าพิเศษกว่าเคยก็คือการที่มีผู้ชมที่มิใช่ชาวไทยถึงสองคนด้วยกัน

เหมือนทุกอย่างจะราบรื่นดีเหมือนปกติ เเต่เมื่อมาถึงช่วงถามตอบ ข้าพเจ้าก็ได้ยินคำถามจากชายต่างชาติท่านหนึ่ง ซึ่งทำให้ข้าพเจ้าฉุกคิดถึงบางสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยมีใครมองเห็น หรือ บางคนมองเห็นแต่มองว่าสิ่งนั้นเป็นเรื่องธรรมดา

คำถามนั้นคือ ทำไมหนังของคนเอเชียส่วนใหญ่ถึงดูเศร้า เหงาที่แสดงถึงการไม่มีคาวมสุข??

จากที่ได้ฟังคำถามนี้ข้าพเจ้ากวาดสายตามองดูคนณ.ที่นั้น ก็เห็นว่าหลายคนมีสีหน้าครุ่นคิดกับคำถามนี้...

เท่าที่ฟังคำตอบจากหลายท่านข้าพเจ้าก็พอจะเข้าใจไอเดียอยู่ ข้าพเจ้าค่อนข้างจะมีนิสัยที่ไม่ดีอยู่(ที่ติดมาจากตอนเรียน) คือ ชอบคิดว่าเมื่อมีคนถามถึงปัญหาที่เกี่ยวกับการเสนอความเห็น หรือการแนะนำบางสิ่ง คนที่ถามย่อมมีประเด็นที่ตนต้องการจะพูดอยู่แล้ว โดยใช้การยิงคำถามเป็นเพื่อการเกริ่นนำ โยงเข้าสู่ประเด็นที่ตังเองต้องการจะบอก และมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆเสียด้วย

เท่าที่ฟังที่ชายคนนั้นตอบเป็นภาษาอังกริด ก็ไม่ค่อยจะรู้เรื่องเท่าไรนักแต่ก็สรุปความออกมาได้ว่า

"ในเมื่อรู้ว่าสังคมที่อยู่มันทำให้เราเหงา

แล้วทำไมเราไม่ช่วยกันสร้างสังคมใหม่ ให้มันไม่เหงาล่ะ"

**อ้างอิงจากบุคคลที่ฟังแล้วเข้าใจ

จากคำตอบนี้ ข้าพเจ้าเห็นด้วยกับคำตอบในระดับหนึ่ง เพราะการที่เรารู้ถึงต้นเหตุที่ทำให้เราเป็นทุกข์ ไม่สบายกายไม่สบายใจ หรือ ด้วยเหตุผลอย่างอื่นอีกนานัปการทำให้จิตใจของเราอยู่ในภาวะไม่ปกตินั้น แล้วพยายามจะหาทางแก้ไขให้เราหลุดพ้นจากเหตุการณ์หรือสภาพที่ไม่พึงประสงค์นั้นๆเป็นสิ่งที่ดี และน้อยคนนักที่จะพยายามหาหนทางที่จะเเก้ไข เพราะส่วนมากมักจะฟูมฟาย และเห็นว่าเป็นกรรม หรือ อะไรต่อมิอะไรที่เราไม่สามารถที่จะหลุดพ้นออกมาจากมันได้

แต่อีกนัยหนึ่งเมื่อมีปัญหา แล้วเราก็รู้สาเหตุของปัญหา และเราก็ลงมือหาทางแก้ปัญหาแล้วแต่ผลออกมาคือมันไม่สามารถแก้ได้ ก็คือ แก้ไม่ได้ ไม่ใช่ไม่อยากแก้ ข้าพเจ้าขอยกตัวอย่างให้ดูง่ายๆคือ ปัญหา รถติด ทุกคนรู้ว่าสาเหตุมันมาจากที่ถนนไม่พอกับจำนวนของรถ และทางแก้ไขที่คิดกันมาก็คือรณรงค์ให้ใช้รถสาธารณะ เพิ่มภาษีรถ และอะไรต่อมิอะไร แต่รถก็ยังติดอยู่เหมือนเดิม

สำหรับตัวของข้าพเจ้า ที่เป็นเพียงแค่คนที่ชอบดูหนัง และบางครั้งหนังที่ดูนั้นข้าพเจ้าไม่ค่อยจะเก็ทในสิ่งที่ผู้กำกับ หรือตัวของหนังที่ต้องการจะสื่อออกมา แต่สำหรับหนังของชาวเอเชียบางเรื่องที่ชอบใช้สีหม่นหมองประคองอารมณ์ เงียบ ใช้เพลงวังเวง ทิ้งช่วงจับภาพอะไรสักอย่างนานๆ และดูเหมือนจะไม่ค่อยมีความสุขสักเท่าไร(ขออภัยที่ใช้ศัพท์บ้านๆ) ข้าพเจ้ามีความคิด ณ ตอนนั้นว่า สิ่งที่ข้าพเจ้าได้จากตรงนั้น คืดการที่ข้าพเจ้าได้คิดถึงบางอย่าง บางฉากที่ปราศจากเสียงมีเเต่ข้อความขึ้นมา 2-3ประโยค หรือ มีเพียงแต่ภาพเลือนๆให้เราเห็น ก็ทำให้เราย้อนนึกกลับลงไปถึงเรื่องต่างๆที่ผ่านมาในชีวิตเรา และน้ำตาก็ไหลพรั่งพรูออกมาอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว

ปัจจุบันนี้ความสะดวกสบาย เทคโนโลยี รวมถึงลัทธิวัตถุนิยมทำให้ระยะความห่างของร่างกายและจิตใจของเรามีมากขึ้นๆทุกที คนมุ่งหาแต่ผลประโยชน์จนละเลยจิตใจที่ดีงาม คนเรามองสิ่งภายนอกมากเกินไป จนละเลยการที่จะหันกลับมามองดูตัวเอง มาพิจารณาตัวเองว่า ตอนนี้เรากำลังทำอะไรอยู่และสิ่งนั้นจะให้อะไรกับเราและมีผลกระทบต่อคนในสังคมอย่างไร

จุดจุดนี้ข้าพเจ้าคิดว่าหนังประเภทนี้สามารถช่วยที่จะเตือนสติให้คนที่หลงไปกับความสุข หลงไปกับความสบายของวัตถุให้หันกลับมามองตนเองว่าตนเองได้ทำสิ่งใดลงไปบ้าง และ สิ่งนั้นมันให้ความสุขหรือความทุกข์กับเรามากกว่ากัน

เคยได้ยินไหม "ไม่เห็นโลงศพ ไม่หลังน้ำตา" คนเราจะรู้ตัวว่าผิดก็ต่อเมื่อสายเกินไปเสียแล้ว

สันดานดิบ หรือ นิสัยของมนุษย์ที่สมองมักจะจดจำเรื่องร้ายๆที่เกิดขึ้นกับต้วเองได้แม่นยำกว่าเรื่องดีๆและมีความสุขนั้น เป็นตัวแปรที่สำคัญที่จำทำให้เราฉุกคิดและเห็นประโยชน์ของหนังเศร้าอย่างนี้ได้ดีนักแล

คำที่ว่า ดูละคร และย้อนมาดูตัว อาจจะไม่ค่อยตรงกับคอนเซปในครั้งนี้มาก แต่ ถ้าเราลองใช้ชีวิตจริง เหมือนดูหนังดูละคร พบเจอสิ่งใดมาก็เอามาลองนึกลองคิดดูว่า มันสามารถให้ประโยขน์ แง่คิด หรือบทเรียนอะไรแก่เราได้ บทเรียนนี้ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นกับตัวเองเสมอไป และไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นสิ่งเลวร้าย เราสามารถให้บทเรียนที่เราเห็นหรือได้ยินมาจากคนอื่นช่วยในการใช้ชีวิตของเราได้ สิ่งใดดีก็จำก็เก็บไว้ สิ่งใดร้ายก็เอามาดูเอามาพิจารณาว่าเราต้องทำตัวต้องปรับปรุงอย่างไรถึงจะดีขึ้น และ ไม่เกิดเหตุการณ์อย่างนั้นซ้ำๆอีก

ข้อดีของมนุษย์ คือ เป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถฝึก สามารถขัดเกลาให้กลายเป็นคนที่ดีที่สมบูรณ์มากขึ้นๆได้ตลอดเวลาทุกสิ่งขึ้นอยู่กับตนเองว่าอยากจะหยุดอยู่แค่นี้หรืออยากจะเดินหน้าต่อไป

อ้อ การที่ดูหนังเศร้าแล้วให้คิดตามน่ะไม่ใช่ให้เราจมอยู่กับกองทุกนั้นนะ แต่เป็นการที่ให้เราดูและใช้ความคิด เพื่อก้าวผ่านจุดๆนั้นมาให้ได้ ก็เท่านั้นแหละ

ถ้าท่านใดที่อ่านแล้วเห็นว่าไม่ตรงประเด็นเท่าไร ก็ขออภัยมาณ.ที่นี้ มีข้อสงสัยในจุดใด ถามได้ๆ

จากที่กล่าวมาเมื่อตอนเริ่มต้น เราก็เป็นคนประเภทนั้นแหละ และตอนนี้เราได้บอกสิ่งที่เราอยากบอกไปหมดแล้ว

ขอบคุณทุกท่าน

สวัสดี

คติวันนี้ : หากพวกเราสบายจงตรบมือพลัน แปะ แปะ by :)


ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
อ่านเอนทรี่นี้แล้วรู้สึกดีจังเลย
คำถามนั้นเป็นคำถามที่ตอบยากเหมือนกันสำหรับเราน่ะ...ถึงตอนนี้เราก็ยังตอบคำถามนั้นยังไม่ได้เลย...สำหรับเรา เราไม่รู้ว่าหนังเรามันเหงาหรือเปล่า เราแค่ทำมันไปตามความรู้สึกแค่นั้นเอง (แต่หลายคนบอกว่าหนังเราเหงามากๆ...คงงั้นมั้ง)
#1  by  เอนนิสเดลมาร์ At 2007-04-02 18:08, 
ไม่ได้ไป เสียดายเป็นอย่างมาก คำถามนั้นเป็นคำถามที่คงจะมีคำตอบแตกต่างกันไปสำหรับแต่ละคน แต่สำหรับผม ผมชอบดูหนังเหงา ๆ เศร้า ๆ หม่น ๆ ครับ
#2  by  นักทำ ( หนัง ) สือ At 2007-04-02 19:06, 
เราเป็นอีกคนที่ไม่ชอบทำหนังเหงาๆนะ แต่ไม่ใช่เหตุผลเพราะว่ามันหดหู่ เหตุผลคือมีคนทำหนังแบบนี้เต็มไปหมดต่างหาก
#3  by  นายตุ้ย At 2007-04-02 23:33, 
เขียนเรื่องเดียวกันพอดี บังเอิญจริง
แต่พอดีมีความสุขกับมันหนะ

แต่มานั่งถามอีกที สังคมประเทศเรา เหงาจริงอ้ะ?
หรือมันเหงาทั้งโลกนั่นแหละ?
แต่ฝรั่งมันไม่มองแง่นี้?
หรือ เราจ่อมจมกับมันจริงๆ?
หรือ เราเลือกจะมองสิ่งใกล้ตัว?
หรือ เมืองมันไม่เหงาจริงๆ? (ไม่เชื่อ)
บลา บลา บลา บลา.....


เราทุกข์ เพราะเหงา หรือ ทุกข์เพราะ ความอยาก
#4  by  น้ำเงินเจือขาว At 2007-04-04 00:45, 
วันพฤหัสจะมาร่วมตรบมือ แปะๆ
#5  by  goody At 2007-04-04 01:21, 
ค่ะ ตามมาจากบลอกเรา ไม่รู้ตะเองจำได้เปล่า งิงิ ตะเองไปเม้นบลอกเราไว้ค่ะ บลอกสีสั้นแสบตา + เสี่ยวสุดๆ แต่ก็ยังทำธีมนั้นไปได้น่ะ อุอุ

อิอิ อ่านดูทั้งหมดนะคะ เราพอจะเข้าใจประเด็นที่ตัวเองพูดค่ะ คิดว่าตะเองคงไม่ค่อยชอบทั้งคำถามหรือประเด็นที่ชาวต่างชาติเสนอเท่าไหร่

หรืออย่างน้อยๆ ส่วนลึกอาจจะรู้สึกว่า "อ้าว ก้อเอ็งไม่ใช่คนเอเชีย จะเข้าใจสิ่งที่พวกเราพยายามสื่อได้อย่างไรในเมื่อสภาพแวดล้อมเราก้อแตกต่าง"

สำหรับเรา เราเองชอบดูหนัง หนังสั้นมีโอกาศได้ดูบ้าง แต่ไม่บ่อยนักค่ะ เรามักจะอ่านหนังสือมากกว่า มาเข้าเรื่องตรงประเด็นของฝรั่งคนนั้น

เราคิดว่าเราเห็นด้วยกับเค้านะคะ คนเอเชียหลายๆคนต่างคิดว่า บางปัญหามันแก้ไม่ได้และก็จะแก้ไม่ได้ แต่อาจโทษพวกเค้าไม่ได้ เพราะคนเอเชียเช่น คนไทย มีผู้นำและระบบบริหารที่ค่อนข้างแย่ อีกอย่างประเทศแถบนี้การแข่งขันก็สูง

เด็กตั้งแต่อนุบาล ต้องเรียนพิเศษเป็นวรรคเป็นเวร แทบไม่ได้สัมผัสกับวัยเด็กเพื่อให้ได้เข้าเรียนที่ดีๆ ได้งานดีๆ ทั้งหมดนี้ถูกอ้างเพื่ออนาคตของตัวเอง ไกลหน่อยอาจมองถึงว่าเป็นการพัฒนาประเทศ

แต่สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิด อาการ "ซึมลึก" ฝังอยู่ในชาวเอเชีย ในหลายๆประเทศที่มีการแข่งขันสูง ซึ่งก็เรียกได้ว่า ทุกประเทศในภูมิภาคทีเดียว

เมื่อเด็กเหล่านี้เติบโต ผ่านสิ่งต่างๆ มีจินตนาการของตนเอง จึงหนีไม่พ้นที่เค้าจะแสดงออกถึงความเหงา ว้าเหว่ และอ้างว้างไม่ได้

ก็จะไม่ให้แสดงได้ไงล่ะคะ ในเมื่อ ตั้งแต่เล็กจนโต มองหน้าเพื่อนเหมือนมองเห็นคู่เเข่ง? แม้ว่าแต่เล็กจนโตจะเล่นสนุกมา แต่ก็ปฏิเสธความจริงข้อนี้ม่าได้

เราคิดว่านี่เป็นแค่ตัวอย่างหนึ่งของความเหงาของคนเอเชีย จากสภาพบังคับ ซึ่งฝรั่งไม่มี เค้าเลยไม่ค่อยจะเข้าใจ เพราะในเมืองพลาสติกของเค้าได้เสกสรรระบบทุกอย่างไว้อย่างดีแล้ว

แต่ว่าเอเชียก็เป็นภูมิภาคที่งดงามไปด้วยสิ่งที่สูงค่ากว่าวัตถุ ที่เอเชียให้ความสำคัญคือจิตใจ แล้วลินก็หวังเหลือเกินว่า วัตถุนิยม จะไม่กลืนกินเอเชียไป เพราะปราศจากคุณสมบัตินี้ ทวีปเอเชียก็แทบจะไม่มีอะไรที่เรียกได้ว่า "เหนือกว่า"

สุดท้ายปัญหารถติด เราคิดว่าแก้ได้จริงค่ะ แต่คนที่จริงจังต้องเป็นรัฐบาล แล้วประชาชนก็ต้องอย่าติดความโก้หรูหรือค่านิยม ขณะเดียวกันขนส่งมวลชนควรปลอดภัยต่อชีวิตมากกว่านี้ ถึงจะใช้ได้จริง

เพราะที่เยอรมัน เค้าใช้วิธีเก็บภาษรถแพงมากๆ ทำให้คนเยอรมันไม่ค่อยจะมีรถกัน (นอกเสียแต่ว่ามีเงิน) ส่วนใหญ่ใช้จักรยาน นอกจากนั้น ยังเก็บค่าที่จอดรถแพงหูฉี่ด้วย และในสถานที่สำคัญบางที่ก็ไม่มีที่จอดรถให้จอด เพราะฉะนั้น จอดไกล ความสะดวกสบายลดลง ก็ไม่ใช้ไปโดยปริยาย
ส่วนจักรยานนั้นค่าที่จอดก็ไม่เสีย ภาษีก็ไม่เก็บ ลดมลพิษ + ออกกำลังกายไปในตัว

แต่อย่างว่าแหละค่ะ เค้าทำได้ ด้วยมาตรฐานความปลอดภัยที่เหนือกว่า ตอนนี้ลินก็ได้แต่ฝันว่า ประเทศไทยจะมีระบบขนส่งมวลชนที่ปลอดภัยกว่านี้ รอฝันนี้ของลินเป็นจริงก่อน รถติดอาจจะจางลงค่ะ

แต่ยังไงลินคิดว่า ในเมื่อเราเงหา เราก็ควรจะทำให้สังคมไม่หายเหงา ลดการแข่งขันก็ต้องเป็นเรื่องของคนส่วนใหญ่ และรัฐบาลแก้ไข อย่างแรกๆก็ที่ระบบการศึกษา น่ะแหละค่ะ เพราะถ้าแข่งขันน้อยกว่านี้ เด็กมีเวลาในวัยเด็กเพิ่มมากขึ้น เติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่อ้างว้าง สังคมคงหายเหงา และหายเห็นแก่ตัวไปเยอะค่ะ

โทดทีค่ะ เม้นยาวไปหน่อย แหะๆ
#6  by  Amilin At 2007-04-04 12:46, 
*ควรทำให้สังคมหายเหงานะคะ

แหะแหะ พิมพ์ผิด
#7  by  Amilin At 2007-04-04 12:49, 
คำตอบส่วนหนึ่งอยู่ในหนังเรื่องแสงศตวรรษจ้ะ
#8  by  merveillesxx (161.200.255.162) At 2007-04-04 20:04, 
รู้สึกดีเช่นกันที่คุณสุดคิดและถ่ายทอดความรู้สึกออกมานะ...

ในเรื่องของความเหงาของชาวเอเชียนั้น ไม่รู้ว่าทั้งหมดหรือเปล่านะ แต่ที่เห็นได้ชัดๆในสังคมบ้านเรา เมืองเราทุกวันนี้ ผู้คนนั้นค่อนข้างที่จะเหงา เท่าที่ผมลองนั่งคิด นั่งวิเคราะห์นะ อาจจะเนื่องมาจากการที่คนเราในสังคมนั้นขาดพื้นที่ที่จะมาทำกิจกรรมทางสังคมร่วมกัน ดั่งเช่นเมื่อในอดีตนั้นในงานประเพณี วิถีชีวิตก็จะใช้พื้นที่กลางร่วม(ลานวัด) มาใช้ในการทำกิจกรรมที่เกี่ยวกับวิถีชีวิต ที่มีความผูกพัน แต่ในสังคมปัจจุบันนั้นได้เลือนหายไปมาก...คงจะเป็นแค่ส่วนหนึ่งที่ทำให้คนเรานั้นเกิดความเหงา แต่องค์ประกอบอื่นๆอีกหลายๆก็มีคน แล้วแต่เหตุปัจจัยของแต่ละคนนะ...

แต่ยังไงเราก็ควรจะยิ้มสู้เข้าไว้
#9  by  matoom39 At 2007-04-04 22:38, 
เขียนดีอ่ะ ชอบๆ
#10  by  อู๋เจียนเต้า At 2007-04-05 00:19, 
^
^
^
ความเห็นข้างบนชอบไรเหรอ...อุอุอุ
#11  by  เอนนิสเดลมาร์ At 2007-04-05 12:24, 
เอา ก่อนหมดวัน แปะแปะ
#12  by  goody At 2007-04-05 23:15, 
หรือว่า..ความเหงา-เศร้า มันทำให้เล่าเรื่องได้ง่าย
หรือว่า..หนังอารมณ์อื่นเราไม่ได้หยิบมันขึ้นมาพูดถึงบ่อยๆ
แต่ผมก็ชอบหนังอารมณ์เหงาๆนะ
#13  by  GuGGGar At 2007-04-06 01:38, 
ทริปไทยอินดี้และเพื่อน ถ้าสนใจ ก็ลงชื่อซะ
http://thaiindie.com/showdetail.asp?boardid=63
#14  by  ปุ่น At 2007-04-06 02:14, 
ยินดีที่ได้รู้จักนะ... มีโอกาสคงได้เจอกันที่ Filp cafe' อีกนะ
#15  by  matoom39 At 2007-04-09 12:44, 
พูดคุยทุกเรื่องเกี่ยวกับรถ
http://clubrot.com/
#16  by  เที่ยวไทย At 2007-09-06 07:48, 
#17  by   (125.24.43.3) At 2007-09-08 07:34, 
Hello! Good Site! Thanks you! bdgxhqfmuheszu
#18  by  bvqfntmtlm (221.232.159.112) At 2008-01-28 13:44, 

<< Home