เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาได้มีโอกาสไปชมโปรแกรมฉายหนังสั้น Unseen In Thaiindie ที่ร้านFilp Cafe ทุกอย่างก็ดำเนินไปด้วยดี คนดูก็มีคนฉายก็มา แค่สิ่งที่แปลก หรือจะเรียกว่าพิเศษกว่าเคยก็คือการที่มีผู้ชมที่มิใช่ชาวไทยถึงสองคนด้วยกัน
เหมือนทุกอย่างจะราบรื่นดีเหมือนปกติ เเต่เมื่อมาถึงช่วงถามตอบ ข้าพเจ้าก็ได้ยินคำถามจากชายต่างชาติท่านหนึ่ง ซึ่งทำให้ข้าพเจ้าฉุกคิดถึงบางสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยมีใครมองเห็น หรือ บางคนมองเห็นแต่มองว่าสิ่งนั้นเป็นเรื่องธรรมดา
คำถามนั้นคือ ทำไมหนังของคนเอเชียส่วนใหญ่ถึงดูเศร้า เหงาที่แสดงถึงการไม่มีคาวมสุข??
จากที่ได้ฟังคำถามนี้ข้าพเจ้ากวาดสายตามองดูคนณ.ที่นั้น ก็เห็นว่าหลายคนมีสีหน้าครุ่นคิดกับคำถามนี้...
เท่าที่ฟังคำตอบจากหลายท่านข้าพเจ้าก็พอจะเข้าใจไอเดียอยู่ ข้าพเจ้าค่อนข้างจะมีนิสัยที่ไม่ดีอยู่(ที่ติดมาจากตอนเรียน) คือ ชอบคิดว่าเมื่อมีคนถามถึงปัญหาที่เกี่ยวกับการเสนอความเห็น หรือการแนะนำบางสิ่ง คนที่ถามย่อมมีประเด็นที่ตนต้องการจะพูดอยู่แล้ว โดยใช้การยิงคำถามเป็นเพื่อการเกริ่นนำ โยงเข้าสู่ประเด็นที่ตังเองต้องการจะบอก และมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆเสียด้วย
เท่าที่ฟังที่ชายคนนั้นตอบเป็นภาษาอังกริด ก็ไม่ค่อยจะรู้เรื่องเท่าไรนักแต่ก็สรุปความออกมาได้ว่า
"ในเมื่อรู้ว่าสังคมที่อยู่มันทำให้เราเหงา
แล้วทำไมเราไม่ช่วยกันสร้างสังคมใหม่ ให้มันไม่เหงาล่ะ"
**อ้างอิงจากบุคคลที่ฟังแล้วเข้าใจ
จากคำตอบนี้ ข้าพเจ้าเห็นด้วยกับคำตอบในระดับหนึ่ง เพราะการที่เรารู้ถึงต้นเหตุที่ทำให้เราเป็นทุกข์ ไม่สบายกายไม่สบายใจ หรือ ด้วยเหตุผลอย่างอื่นอีกนานัปการทำให้จิตใจของเราอยู่ในภาวะไม่ปกตินั้น แล้วพยายามจะหาทางแก้ไขให้เราหลุดพ้นจากเหตุการณ์หรือสภาพที่ไม่พึงประสงค์นั้นๆเป็นสิ่งที่ดี และน้อยคนนักที่จะพยายามหาหนทางที่จะเเก้ไข เพราะส่วนมากมักจะฟูมฟาย และเห็นว่าเป็นกรรม หรือ อะไรต่อมิอะไรที่เราไม่สามารถที่จะหลุดพ้นออกมาจากมันได้
แต่อีกนัยหนึ่งเมื่อมีปัญหา แล้วเราก็รู้สาเหตุของปัญหา และเราก็ลงมือหาทางแก้ปัญหาแล้วแต่ผลออกมาคือมันไม่สามารถแก้ได้ ก็คือ แก้ไม่ได้ ไม่ใช่ไม่อยากแก้ ข้าพเจ้าขอยกตัวอย่างให้ดูง่ายๆคือ ปัญหา รถติด ทุกคนรู้ว่าสาเหตุมันมาจากที่ถนนไม่พอกับจำนวนของรถ และทางแก้ไขที่คิดกันมาก็คือรณรงค์ให้ใช้รถสาธารณะ เพิ่มภาษีรถ และอะไรต่อมิอะไร แต่รถก็ยังติดอยู่เหมือนเดิม
สำหรับตัวของข้าพเจ้า ที่เป็นเพียงแค่คนที่ชอบดูหนัง และบางครั้งหนังที่ดูนั้นข้าพเจ้าไม่ค่อยจะเก็ทในสิ่งที่ผู้กำกับ หรือตัวของหนังที่ต้องการจะสื่อออกมา แต่สำหรับหนังของชาวเอเชียบางเรื่องที่ชอบใช้สีหม่นหมองประคองอารมณ์ เงียบ ใช้เพลงวังเวง ทิ้งช่วงจับภาพอะไรสักอย่างนานๆ และดูเหมือนจะไม่ค่อยมีความสุขสักเท่าไร(ขออภัยที่ใช้ศัพท์บ้านๆ) ข้าพเจ้ามีความคิด ณ ตอนนั้นว่า สิ่งที่ข้าพเจ้าได้จากตรงนั้น คืดการที่ข้าพเจ้าได้คิดถึงบางอย่าง บางฉากที่ปราศจากเสียงมีเเต่ข้อความขึ้นมา 2-3ประโยค หรือ มีเพียงแต่ภาพเลือนๆให้เราเห็น ก็ทำให้เราย้อนนึกกลับลงไปถึงเรื่องต่างๆที่ผ่านมาในชีวิตเรา และน้ำตาก็ไหลพรั่งพรูออกมาอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว
ปัจจุบันนี้ความสะดวกสบาย เทคโนโลยี รวมถึงลัทธิวัตถุนิยมทำให้ระยะความห่างของร่างกายและจิตใจของเรามีมากขึ้นๆทุกที คนมุ่งหาแต่ผลประโยชน์จนละเลยจิตใจที่ดีงาม คนเรามองสิ่งภายนอกมากเกินไป จนละเลยการที่จะหันกลับมามองดูตัวเอง มาพิจารณาตัวเองว่า ตอนนี้เรากำลังทำอะไรอยู่และสิ่งนั้นจะให้อะไรกับเราและมีผลกระทบต่อคนในสังคมอย่างไร
จุดจุดนี้ข้าพเจ้าคิดว่าหนังประเภทนี้สามารถช่วยที่จะเตือนสติให้คนที่หลงไปกับความสุข หลงไปกับความสบายของวัตถุให้หันกลับมามองตนเองว่าตนเองได้ทำสิ่งใดลงไปบ้าง และ สิ่งนั้นมันให้ความสุขหรือความทุกข์กับเรามากกว่ากัน
เคยได้ยินไหม "ไม่เห็นโลงศพ ไม่หลังน้ำตา" คนเราจะรู้ตัวว่าผิดก็ต่อเมื่อสายเกินไปเสียแล้ว
สันดานดิบ หรือ นิสัยของมนุษย์ที่สมองมักจะจดจำเรื่องร้ายๆที่เกิดขึ้นกับต้วเองได้แม่นยำกว่าเรื่องดีๆและมีความสุขนั้น เป็นตัวแปรที่สำคัญที่จำทำให้เราฉุกคิดและเห็นประโยชน์ของหนังเศร้าอย่างนี้ได้ดีนักแล
คำที่ว่า ดูละคร และย้อนมาดูตัว อาจจะไม่ค่อยตรงกับคอนเซปในครั้งนี้มาก แต่ ถ้าเราลองใช้ชีวิตจริง เหมือนดูหนังดูละคร พบเจอสิ่งใดมาก็เอามาลองนึกลองคิดดูว่า มันสามารถให้ประโยขน์ แง่คิด หรือบทเรียนอะไรแก่เราได้ บทเรียนนี้ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นกับตัวเองเสมอไป และไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นสิ่งเลวร้าย เราสามารถให้บทเรียนที่เราเห็นหรือได้ยินมาจากคนอื่นช่วยในการใช้ชีวิตของเราได้ สิ่งใดดีก็จำก็เก็บไว้ สิ่งใดร้ายก็เอามาดูเอามาพิจารณาว่าเราต้องทำตัวต้องปรับปรุงอย่างไรถึงจะดีขึ้น และ ไม่เกิดเหตุการณ์อย่างนั้นซ้ำๆอีก
ข้อดีของมนุษย์ คือ เป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถฝึก สามารถขัดเกลาให้กลายเป็นคนที่ดีที่สมบูรณ์มากขึ้นๆได้ตลอดเวลาทุกสิ่งขึ้นอยู่กับตนเองว่าอยากจะหยุดอยู่แค่นี้หรืออยากจะเดินหน้าต่อไป
อ้อ การที่ดูหนังเศร้าแล้วให้คิดตามน่ะไม่ใช่ให้เราจมอยู่กับกองทุกนั้นนะ แต่เป็นการที่ให้เราดูและใช้ความคิด เพื่อก้าวผ่านจุดๆนั้นมาให้ได้ ก็เท่านั้นแหละ
ถ้าท่านใดที่อ่านแล้วเห็นว่าไม่ตรงประเด็นเท่าไร ก็ขออภัยมาณ.ที่นี้ มีข้อสงสัยในจุดใด ถามได้ๆ
จากที่กล่าวมาเมื่อตอนเริ่มต้น เราก็เป็นคนประเภทนั้นแหละ และตอนนี้เราได้บอกสิ่งที่เราอยากบอกไปหมดแล้ว
ขอบคุณทุกท่าน
สวัสดี
คติวันนี้ : หากพวกเราสบายจงตรบมือพลัน แปะ แปะ by :)
หรือว่า..ความเหงา-เศร้า มันทำให้เล่าเรื่องได้ง่าย