2008/May/05

เมื่อวานพอดีมีโอกาสได้ไปกินบุฟเฟ่ต์หม้อไฟร้านคุณส้มโอ ย่านสี่พระยา

บรรยากาศภายในร้านสบายๆเป็นกันเอง ครั้งนี้ไปกินกับเพื่อนๆ5คน แต่ตอนหลังมีตามมาอีก2

รายการอาหารก็มีอยู่เยอะ และการบริการดีมากๆ เนื่องจากเรามาช้า เพื่อนเราเริ่มกินกันไปก่อนแล้ว

มาถึงเราก็เริ่มลงมือกินทันที...

**ของเต็มหม้อไปหมด ไม่รู้จะเลือกกินอะไรก่อนดี

น้ำแกงก็หวานไช้เท้าผสมกับกลิ่นหอมๆของเนื้อหอยเชลล์อบที่เคี่ยวจนได้ที่ (สูตรลับคุณส้มโอ) ส่วนน้ำจิ้มก็มีพริกกระเทียมผักชีที่ใส่กันแบบไม่อั้น

ที่จริงรายการอาหารมีอีกเยอะแต่ถ่ายไม่ทัน กินหมดไปแล้วหลายอย่าง กินก็ห่วง รูปก็อยากจะถ่าย เลยตกๆหล่นๆไปหลายรายการ

อาทิเช่นเนื้อวัวหมักซอสไวน์แดง อันนี้สุดยอดมากๆ (กินเข้าไปเยอะอยู่เหมือนกัน ) , มีลูกชิ้นหมู ,ลูกชิ้นกุ้งที่มีแห้ว , เนื้อหมูสไลด์แบบบางๆ , เนื้อสไลด์ที่แผ่นใหญ่มากๆเต็มปากเต็มคำ เลือกกินไม่ถูกๆ

***จานนี้เป็นเห็ดหอมสดๆ เห็ดออรินจิแบบอวบๆ และเต้าหู้ทอด อร่อยๆๆๆๆ

***อันนี้เป็นเนื้อหมูสไลด์บางเฉียบหมักยาคูลท์ นุ่มมากๆ เอาลงไปจุ่มๆวางๆในหม้อเเป๊บเดียวก็สุกกินได้แล้ว

***ผักสดๆ แต่ไม่รู้ว่าปลอดสารพิษรึเปล่า??

***อันนี้เป็นปลาแซลมอน อร่อยดี กินแล้วเพิ่มความฉลาดด้วย (แต่กินเอาป่านี้ไม่รู้จะทันรึเปล่า)

***เส้นหมีที่เหมือนไม่มีอะไร แต่จริงๆแล้วมีอะไร เห็นแข็งๆติดกันเป็นก้อนแบบนี้ แต่อร่อยสุดๆ จริงๆ


***สภาพหลังจากที่กินกันอย่างเฮฮา ด้วยความเมามันส์

ร้านนี้ดีอย่างที่ไม่มีจำกัดเวลานั่งกันไปได้เรื่อยๆตามอัธยาศัย ดีจริงๆ

หลังจากที่กินแบบน้ำๆเบื่อแล้วเราก็วิดน้ำออกจากหม้อแล้วเรื่มเปลี่ยนเป็นปาร์ตี้ปิ้งๆย่างๆกันต่อ

***นี่เอาเส้นหมี่กันเห็ดมาผัดๆรวมกัน ใส่น้ำจิ้มนิดหน่อย อร่อยไม่ไหวแล้ว

แต่เนื่องจากพื้นที่ในกระเพราะเริ่มจะเต็มเลยกินต่อไม่ไหวแล้วอ่ะ เหอๆ

นอกจากนี้ร้านคุณส้มโอยังบริการเสริ์ฟเบียร์สดๆที่สามารถเลือกดื่มได้ตามใจ หลากหลายยี่ห้อ

ใครจะชอบกินเปล่า ใส่น้ำแข็ง แถม มีการโชว์ทำกลล่อเบียร์ให้เป็นเบียร์วุ้นกันแบบสดๆ เป็นที่ตื่นตาตื่นใจอีกด้วย

***มิสเตอร์กระต่าย กำลังฟรีเซนต์เบียร์วุ้นเย็นๆ

การไปกินครั้งนี้ถือว่าคุ้มค่ามากๆ สนุกสนาน อิ่มอร่อยไปพร้อมๆกัน ส่วนสงนราคานั้นก็คุ้มค่าสุดๆ เพราะตกคนละ 200 กว่าๆเท่านั้น ไม่มี+vatไม่มี+serviceด้วยนะ เจ๋งมากๆ

พวกเรานั่งกันตั้งก่าเกือบๆสองทุ่มแล้วก็แยกย้ายกันตอนเกือบๆจะตี2 เเฮปปี้จริงๆ

แต่น่าเสียดายที่ร้านนี้ไม่มีขนมหวาน แต่ถึงมีก็คงกินไม่ไหวแล้วเพราะกระเพราะน้อยๆของเราตอนนี้เต็มเอี๊ยดไม่มีพื้นที่เหลือจะใส่อะไรแล้วล่ะ

การได้กินอะไรอร่อยๆกับคนที่เราชอบ คนที่พูดภาษาเดียวกันมันช่างดีอะไรขนาดนี้

สวัสดี เอนจอยอี๊ตต้งกันนะ

ข้อคิดวันนี้ : คนสองประเภทที่เราไม่ควรยุ่งด้วยคือ คนโง่(ที่กู่ไม่กลับ) กับ คนบ้า(ที่ไม่สมควรจะกู่)

 


edit @ 5 May 2008 11:09:03 by สุด

2007/Dec/27

เมื่อวานๆไปนั่งรอเพื่อนที่แถวสยาม เจอหนุ่มน้อยวันละอ่อนคนนึงใส่เสื้อยืดสกรีนคำว่า "พรุ่งนี้ก็สายเสียแล้วที่หน้าอก" เราเลยฉุกคิดขึ้นมากว่า นี่มันอะไรกัน???

 

พรุ่งนี้ก็สายเสียแล้ว เป็นคำพูดที่สื่อความหมายไปในทางที่ว่า อย่านิ่งนอนใจ อย่าชะล่าใจ อยากทำอะไรก็ให้รีบทำเสีย เพราะโลกนี้มันไม่แน่นอน ทำก่อนที่จะไม่มีโอกาสให้เราทำ

ใครจะไปรู้ได้ว่าโอกาสมันจะมาถึงมือเราเมื่อไร และในชีวิตนึงนั้นเราจะมีโอกาสที่จะพบโอกาสดีดีที่สำคัญๆในชีวิตเสียกันสักกี่ครั้ง โอกาสไม่มีการบอกการเตือนล่วงหน้า ถ้าถึงเวลา มันก็มาเลย

 

ถือว่าเป็นความจริงเสียทีเดียว ว่าถ้าเราอยากที่จะทำอะไรแล้วเราไม่ยอมที่จะเริ่มไม่ยอมที่จะลงมือทำ บางทีสิ่งๆนั้นมันอาจจะ สายเกินไปที่จะทำสำหรับเราแล้ว

ตอนที่เราเป็นเด็กเป็นเล็ก เราได้ใส่ชุดนักเรียน ชุดนิสิต ได้ถักเปีย เราสามารถ ใช้accessoriesคิขุประดับประดาตามร่างกาย ได้ แต่ตอนนี้มันสายไปเสียแล้วที่เราจะทำสิ่งเหล่านั้น

แต่...บางวูบของชีวิตเราไม่ได้คิดแบบนี้แล้วล่ะ

บางครั้งเราได้พบเจอบางอย่างซึ่งเราไม่รู้ว่านั่นถือเป็นโอกาส โอกาสหนึ่งที่มาถึงเรารึเปล่า เราอาจจะหยุดพิจารณามันอย่าจริงจัง หรือเราจะแค่เพียงรับรู้และมองผ่านไป 

บางคนเลือกที่จะปล่อยโอกาสนั้น เพราะคิดว่ามันไม่เหมาะกับตัวเอง

บางคนเลือกที่จะไม่ใส่ใจโอกาสนั้นเพราะคิดว่าจะมีโอกาสใหม่ที่ดีกว่ากำลังรออยู่ในอนาคต

บางคนเลือกที่จะปล่อยโอกาสนั้นเพราะคิดว่าเหมาะกับคนอื่นมากกว่าตัวเอง

บางคนเลือกที่จะปล่อยโอกาสนั้นเพราะคิดว่าสิ่งที่เราทำอยู่ตอนนี้เหมาะสมและดีกับเราอยู่แล้ว

บางคนเลือกที่จะปล่อยโอกาสนั้นเพราะคิดว่าถ้าทำไปอาจทำให้คนรอบข้างเราเสีบใจ

บางคนเลือกที่จะปล่อยโอกาสนั้นเพราะคิดว่าไม่คุ้มที่จะเสี่ยง

แล้วคนที่ปล่อยโอกาสนั้นเพราะไม่รู้ว่าโอกาสนั้นมาถึงตัวเค้าแล้วล่ะ?? 

แบบนี้จะเรียกว่าสายไปไหม

 

สำหรับคนที่ไม่รู้เลยว่าชีวิตต้องการอะไร  คนที่ไม่เคยหวังว่าจะให้สิ่งใดเกิดขึ้นกับชีวิต คนที่สามารถเอ่ยตอบคนอื่นว่าอะไรก็ได้ยังไงก็ได้เเบบง่ายๆ คนแบบนี้จะรู้รึเปล่านะว่าโอกาสอาจเคยมาถึงตัวเขาแล้ว...

ข้อคิดวันนี้ :  เรากำลังแสวงหาอะไร โดย มหาตมะ คานธี

 

2007/Nov/16

กบในกะลา ภาษิตที่ใครๆคงไม่อยากให้มีคนอื่นเอามาเปรียบกับตัวเอง

สำหรับเราเราถือว่าจริงนะ ว่าคนเรานั้นเป็นกบในกะลา

แต่สิ่งที่ทำให้กบในกะลาแต่ละตัวในกะลานั้นต่างกันไปนั้นคงเป็นความพยายามหรือโอกาส

ที่จะทำให้กะลานั้นค่อยๆรั่ว ค่อยๆแตกออกเพื่อที่จะทำให้เราเห็นสิ่งต่างๆภายนอกกะลานั้น

 

เราลองมองย้อนลงไปดูตอนที่เรายังเป็นเด็กน้อย มีคนสอน คนบอก คอยป้อนความรู้ คอยเอาสิ่งต่างๆจับยัดใส่หัวของเราอยู่ตลอดเวลา บอกว่าสิ่งนี้คือสิ่งนี้นะ มันเป็นอย่างนี้ ถ้าเราเจอแบบนี้ เราต้องทำอะไรต่อไป ถ้าเราทำแบบนี้ไปแล้ว ผลของมันจะออกมาเป็นแบบนี้ ลองทำแบบนี้ดู อันนี้ดีทำ อันนี้ไม่ดีอย่าทำ

เราว่าการบอกกล่าวจากผู้ใหญ่ คำสั่งสอนของท่านก็เป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าเราเล่นเอาแต่ฟังอย่างเดียว และ คิดและมองทุกอย่างตามที่ท่านสอน ก็จะเท่ากับว่า เราใช้มุมมองเดียวกัน สายตาเดียวกันในการมองโลกต่างๆ ก็เท่ากับว่า เราไม่ได้มีมุมมอง หรือมีวิสัยทัศน์การมองที่เป็นของเราเอง

ตอนนี้เรามีความรู้สึกว่ากะลาที่ครอบเราอยู่นั้นมันค่อยๆรั่วออกแล้ว เรารู้สึกว่าเราเริ่มจะเป็นกบที่เริ่มเห็นแสงที่รอบผ่านรูเล็กๆเข้ามา และเริ่มจะเอะใจแล้วด้วยว่า โลกเรานั้นมันมีอะไรภายนอกอีกมากที่นอกเหนือจากพื้นที่เล็กๆในกะลานี้

เราว่าคำว่าไม่มีเวลาไม่จริง ทุกคนมีเวลาเท่ากัน แต่อยู่ที่ว่าเราอยากจะทำจริงๆรึเปล่า ถ้าเรารักที่จะทำ หรืออยากจะทำอะไรสักอย่างจริงๆ ไม่ว่าเราจะต้องทำสิ่งอื่น 108/1009 แต่สุดท้ายเราก็จะหาเวลาว่างที่ละน้อยๆ ทำมันจนได้ และในทางกลับกัน ถ้าเราไม่อยากจะทำ ถึงจะว่างให้ตายวันๆไม่ต้องทำอะไร แต่สุดท้ายเราก็ไม่ทำมันอยู่ดี

คิดให้ตาย ถ้าไม่ลงมือทำก็ไม่มีประโยชน์ เราค้นพบสัจธรรมนี้เมื่อตอนประมาณม.2 ตอนนั้นเราเป็นเด็กขี้เกียจระดับต้นๆ เราไม่ชอบเรียนเลข เลยเหมือนจะสั่งจิตตัวเองมั๊งว่าเรียนไปก็ไม่รู้เรื่อง และสิ่งที่เราต้องทำเป็นประจำก็คือต้องลอกการบ้าน แทบจะทุกเช้าเลย รู้สึกว่าวันนึงเรานั่งดูเพื่อนเราลอกอยู่ ตอนนั้นเรานั่งเฉยๆ เพราะขี้เกียจ(แม้กระทั่งแค่ลอกงานของเพื่อนที่คิดและทำให้เราเสร็จสรรพหมดแล้ว) สักพักเพื่อนเราพูดว่า เสร็จละ แค่นั้นแหละ เราซาโตริเลย จริงๆ อันนี้ไม่ได้โม้ เราคิดในใจว่า ถ้าเราไม่เริ่มทำแล้วเมื่อไหร่มันจะเสร็จ  แค่เราเริ่ม ความสำเร็จก็เขยิบเข้ามาใกล้เราอีกหน่อยละ จริงไหม?

เรารู้สึกงงกับคำว่ากบในกะลาตรงที่ว่าในกะลานั้นมันจะมีกบอยู่สักกี่ตัว เพราะเราคิดว่าเพื่อนและคนที่พบเจอกับเราเป็นส่วนที่สำคัญอย่างมากที่ทำให้เราเจอ และพบสิ่งใหม่ๆ คนเรามีมุมมองที่ต่างกัน มันจะดีแค่ไหนที่เมื่อเราไปเจอหรือค้นพบอะไรมา แล้วเราสามารถเอามาแชร์มาแบ่งกับเพื่อนของเรา และเราก็รับฟังสิ่งที่คนอื่นรู้มาด้วย โลกทัศน์ของเราจะกว้างขี้นมากๆอย่างไม่น่าเชื่อ

คำว่า จริงเหรอ มันมีแบนี้ด้วยเหรอ โหย..ไปเอามาจากไหน เป็นคำที่เราชอบนะ เพราะเวลาที่เราพูดมันแสดงว่าเราได้รู้อะไรที่เราไม่เคยจะรู้มาก่อน และนั่นก็หมายความว่าสมองของเรามีรอยหยักเพิ่มขึ้นไม่มากก็น้อยแหละ

กบในกะลา มันจะแปลว่า คนที่ชอบอวดว่าตัวเองเก่งได้ไหมนะ คือ เชื่อว่าตัวเองเจ๋ง เก่ง รู้ทุกสิ่งอย่าง แต่อันที่จริง ความรู้หรือสิ่งที่ตัวเองรู้ก็เท่ากับฝากะลา แต่หารู้ไม่ว่าคนอื่นเป็นกบในเปลือกแตงโม เป็นกบในฝาชี หรืออาจจะเป็นกบในยูเอฟโอไปแล้วก็ได้

การฟัง เป็นสิ่งที่ดี ฟังๆไปเถอะมันช่วยเราได้มาก มีพระท่านหนึ่งเคยกล่าวไว้ว่า

" กินน้อย นอนน้อย พูดน้อย คือนักปฏบัติ

   กินมาก นอนมาก พูดมาก  คือคนโง่ "

อันนี้เราเห็นด้วยในระดับหนึ่งนะ เราว่าคนที่พูดมาก ถ้าเค้าพูดในสิ่งที่ดี พูดในสิ่งที่เกิดประโยชน์ และไม่เข้าข่ายน้ำท่วมทุ่งก็น่าจะดี คนที่ฟังก็จะได้ๆประโยชน์ไปด้วย เราเคยคิดว่าการพูดเป็นการแสดงออกถึงความโง่ของตัวเองทางหนึ่ง นิ่ง เงียบไว้ก่อนน่าจะดีกว่าดูไม่กระโตกกระตาก และดูอมภูมิดี (กรณีนี้จะใช้กับคนที่ไม่ค่อยจะรู้จักมักจี่ มากกว่า ส่วนถ้าสนิทกันแล้วก็ไม่รู้ว่าจะอมภูมิไปไม เห็นไส้เห็นพุงกันหมดแล้ว มีอะไรพูดไปตรงๆเลยดีกว่า ดูcontrastกันมะ แต่ข้อแก้ตัวของเราคือ เรารู้จักกาละเทศะในการใช้ชีวิตไง 555)

ขณะนี้ เราอยากให้กำลาของเรามันรั่วมากๆ เราจะได้เห็นแสงแดด สายลม และ อยากที่จะรับรู้ถึงความเย็นของน้ำฝนที่โปรยปรายลงมาในกะลาของเราเสียที

เราภาวนาว่าอาจจะมีวัตถุบางอย่างหล่นลงมากระเทาะให้กะลาเราแตก เเละเมื่อถึงตอนนั้นเราคงออกมาจากกะลานั้นได้เสียที และถ้าเป็นอย่างที่เราคิด เราจะพาเพื่อนกบของเราทั้งหลายออกมาดูโลกภายนอกด้วยกันกับเราแน่นอน

ถ้ากบตัวไหนออกมาได้แล้ว มาเรียกเราด้วยละกันเน่ออ

ข้อคิดวันนี้ : เพื่อนดีเป็นศรีแก่ตัว แต่ถ้ามีเพื่อนชั่วก็ทำให้มันเป็นคนดีซะ